top of page

BLOG

LIBOTHAI

“ความแตกต่าง” ของ “สัญญาซื้อขาย” กับสัญญาประเภทอื่นๆ ที่น่าสนใจ ว่ามีอะไรบ้าง

อัปเดตเมื่อ 27 ก.พ.


คนเราไม่ว่าจะในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือการทำธุรกิจ เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสัญญาต่างๆ ได้  ในแง่มุมหนึ่งแล้ว สัญญานี้ช่วยทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรม ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม 


แต่หากเราทราบและเข้าใจว่าสัญญาที่เข้ามามีผลต่อการดำเนินการของเรานั้นเป็นสัญญาประเภทไหน เราก็จะสามารถเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของเราได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดความสับสนและเพิ่มความเข้าใจระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี 


เนื่องจากสัญญาที่ทุกคนต้องได้เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นประจำก็คือ "สัญญาซื้อขาย" อีกทั้ง มีสัญญาอื่นๆ อีกหลายประเภทที่มีความคล้ายกับสัญญาซื้อขายที่มักทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจสับสน ด้วยเหตุนี้ บทความนี้ เรา LIBOTHAI Academy จึงเปรียบเทียบโดยอาศัย "สัญญาซื้อขาย" เป็นหลักในการอธิบายและเปรียบเทียบประเด็นสำคัญที่ทำให้สัญญาซื้อขายแตกต่างจากสัญญาอื่นๆ นั้นอย่างไร 



ความหมายและลักษณะของสัญญาซื้อขาย


ขอเริ่มต้นจากการอธิบายความหมายของคำว่า “สัญญาซื้อขาย” ก่อน


“สัญญาซื้อขาย” คือ สัญญาที่ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ และมีการตกลงราคาและวิธีการชำระเงินกัน การโอนกรรมสิทธิ์นี้ทำให้ผู้ซื้อกลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นและสามารถใช้หรือขายได้ตามต้องการ

การชำระเงินนั้น ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงกันให้ชำระทันที หรือตกลงกันให้ชำระในภายหลังก็ได้ และจะส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายกันทันทีหรือภายหลังก็ได้ 


ดังนั้น สรุปลักษณะสำคัญของสัญญาซื้อขายได้ ดังนี้ 

1. เป็นนิติกรรมสองฝ่ายและเป็นสัญญาต่างตอบแทน  หมายความว่า มีฝ่ายผู้ซื้อกับฝ่ายผู้ขาย แต่ละฝ่ายจะมีกี่คนก็ได้ ที่บอกว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทน ก็หมายความว่าต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ตอบแทนซึ่งกันและกัน หรือทั้งสองฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและกัน 


2. เป็นสัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ หมายความว่า การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อเป็นประเด็นสำคัญหลักของสัญญาซื้อขาย การโอนกรรมสิทธ์ในทรัพย์สินนั้นย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันทีเมื่อทำสัญญากันเสร็จ ไม่ว่าจะมีการชำระเงินกันแล้วหรือยัง หรือจะได้ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายกันแล้วกันหรือยัง ก็ตาม 


3. ผู้ซื้อตกลงจะใช้ราคาให้แก่ผู้ขาย หมายความว่าสัญญาซื้อขายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินให้แก่ผู้ขาย แต่ว่าคู่สัญญาตกลงจะชำระราคาค่าทรัพย์สินกันเมื่อไหร่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 



การเปรียบเทียบกับสัญญาอื่นๆ


เนื่องจากสัญญาต่างๆ มีหลายประเภทมากมาย หากเราเข้าใจความแตกต่างที่สำคัญของสัญญาซื้อขายกับสัญญาประเภทอื่นๆ เราก็จะสามารถแยกแยะธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น เราจึงได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาประเภทอื่นๆ ไว้ให้เห็นได้ชัดเจนแล้ว ดังนี้ 


1. เปรียบเทียบสัญญาซื้อขายกับสัญญาแลกเปลี่ยน


สัญญาแลกเปลี่ยน คือ สัญญาประเภทหนึ่งที่คู่สัญญาต่างก็ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนให้แก่กัน


โดยสรุป สัญญาทั้งสองประเภทมีความแตกต่างที่สำคัญ

  1. สัญญาซื้อขาย: ผู้ขาย “โอนกรรมสิทธิ์” ในทรัพย์สินที่ซื้อขายให้ผู้ซื้อ แลกเปลี่ยนกับ “เงิน” ที่เป็นราคาของทรัพย์สินนั้นตามที่ตกลงกันไว้  

  2. สัญญาแลกเปลี่ยน: คู่กรณีต่างฝ่ายต่าง “โอนกรรมสิทธิ์” ในทรัพย์สิน “อื่น” ของตนเองที่ไม่ใช่เงินให้กันและกัน


2. เปรียบเทียบสัญญาซื้อขายกับสัญญาให้


สัญญาให้ คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้ให้” โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้รับ” และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น นอกจากนี้ กฎหมายยังได้กำหนดเพิ่มเติมว่า การปลดหนี้ให้แก่ผู้รับ หรือด้วยชำระหนี้ซึ่งผู้รับค้างชำระอยู่ ก็ถือว่าเป็นการให้ตามความหมายของกฎหมายเช่นกัน 


โดยสรุป สัญญาทั้งสองประเภทมีความแตกต่างที่สำคัญ


  1. สัญญาซื้อขาย: เป็นสัญญา “ต่างตอบแทน” ที่ผู้ขายได้รับเงินตอบแทนการที่ตนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ

  2. สัญญาให้: เป็นสัญญา “ไม่ต่างตอบแทน” ผู้ให้ฝ่ายเดียวที่โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้รับ โดยที่ตนเองไม่ได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทน 


3. เปรียบเทียบสัญญาซื้อขายกับสัญญาเช่าทรัพย์สิน


เช่าทรัพย์สิน คือ สัญญาที่บุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้ให้เช่า” ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้เช่า” ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาหนึ่ง และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเป็นการตอบแทน


โดยสรุป สัญญาทั้งสองประเภทมีความแตกต่างที่สำคัญ


  1. สัญญาซื้อขาย: ผู้ขาย “โอนกรรมสิทธิ์” ให้ทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ

  2. สัญญาเช่าทรัพย์: ผู้ให้เช่า “ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์” ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่า เพียงแต่เป็นการให้ใช้หรือให้ได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น เท่านั้น 



4. เปรียบเทียบสัญญาซื้อขายกับสัญญาเช่าซื้อ


เช่าซื้อ คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินของตนเองออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นงวดๆ ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ 


โดยสรุป สัญญาทั้งสองประเภทมีความแตกต่างที่สำคัญ


  1. สัญญาซื้อขาย: ผู้ขายมีวัตถุประสงค์ในการ “โอนกรรมสิทธิ์” ในทรัพย์สินที่ซื้อขายกัน “ทันที” 

  2. สัญญาเช่าซื้อ: ผู้ขายมีวัตถุประสงค์ “ให้เช่า” และ “ให้คำมั่น” ว่าจะให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นโอนเป็นของผู้เช่าซื้อเมื่อผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อที่แบ่งเป็น “งวดๆ” จนครบถ้วน


5. เปรียบเทียบสัญญาซื้อขายกับสัญญาจ้างทำของ


สัญญาจ้างทำของ คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้รับจ้าง”  ตกลงจะทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง” และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างสำหรับความสำเร็จของงานนั้น


โดยสรุป สัญญาทั้งสองประเภทมีความแตกต่างที่สำคัญ


  1. สัญญาซื้อขาย: มุ่งที่ “ตัวทรัพย์สิน” เป็นหลัก โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ซื้อขายกัน  

  2. สัญญาจ้างทำของ: มุ่งที่ “ฝีมือหรือความชำนาญ” ของผู้รับจ้างและ “ความสำเร็จของงาน” เป็นหลัก 



สรุป


การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาอื่นๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราป้องกันและจัดการกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย การทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิ์และหน้าที่ของแต่ละฝ่ายในสัญญาเหล่านี้จะช่วยให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของกันและกันได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง และเป็นธรรม


ความเข้าใจในความแตกต่างของสัญญาต่างๆ ไม่เพียงช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในการทำธุรกรรมใดๆ ทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ เราจึงควรให้ความสำคัญกับการศึกษาและเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละสัญญา เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่ในการปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของตนเอง


 

เนื้อหาที่ใช้ทำ


เปรียบเทียบสัญญาซื้อขายกับสัญญาอื่นๆ
.pdf
ดาวน์โหลด PDF • 148KB







Commenti


bottom of page